เลือกแก้วที่มีค่า COE ตรงกับงาน การันตีงานสำเร็จไปแล้วเกินครึ่ง

ในการทำชิ้นงานแก้วหนึ่งชิ้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การขึ้นรูปแก้วผิดทรงหรือการตัดแก้วพลาด แต่เป็นเรื่องของความสับสนเรื่องค่า COE ที่หากกำลังจะเริ่มต้นโปรเจกต์งานแก้วชิ้นใหม่ละก็ อย่าเพิ่งไปโฟกัสกับการสเกตช์ภาพหรือออกแบบสีสัน แต่คือการ "เลือกระบบ COE" ให้ชัดเจน

 

และนี่คือ 3 กฎเหล็กในการเลือกแก้วที่มี COE ที่ตรงกับการใช้งาน

 

1. เช็กเทคนิคที่จะใช้

การเลือกแก้วให้ตอบโจทย์กับเครื่องมือ ส่งผลถึงผลงานปลายทาง เพราะแก้วแต่ละระบบถูกออกแบบมาให้มีพฤติกรรมต่างกันเมื่อโดนความร้อน ดังนี้

  • งานเป่าแก้วหน้าไฟ (Flameworking / Lampworking) เช่นทำแก้วรูปสัตว์ เครื่องประดับชิ้นเล็ก หรือท่อแก้วที่มีรายละเอียดสูงและต้องการความทนทาน ให้มุ่งไปที่ COE 33
  • งานหลอมแก้วแผ่น (Glass Fusing / Slumping) เพื่อทำจาน ชาม หรือภาพศิลปะแก้วหลอม ให้เลือกระหว่างระบบ COE 90 หรือ COE 96

2. ห้ามผสมข้ามสายเด็ดขาด

เมื่อตัดสินใจเลือกเดินในระบบใดระบบหนึ่งสำหรับโปรเจกต์นั้นแล้ว เช่น เลือกใช้ระบบ COE 96 กฎเหล็กที่ห้ามละเมิดเด็ดขาดคือ แก้วทุกชิ้น สีทุกเฉด เส้นแก้วทุกเส้น หรือแม้กระทั่งเศษแก้วบดที่จะนำมาผสานในชิ้นงานเดียวกัน "ต้องเป็น COE 96 ทั้งหมด"

การปล่อยให้แก้วต่าง COE แม้เพียงชิ้นเล็กๆ เท่าหัวไม้ขีดหลุดรอดเข้าไปผสม จะสร้างแรงเค้นมหาศาลอยู่ใต้เนื้อแก้ว รอวันที่จะลั่นร้าวหรือระเบิดตัวเองออกในที่สุด

 

3. อย่าลืมจัดเก็บแก้วแยกโซน

ความท้าทายที่สุดของคนทำแก้วคือ แก้วใส COE 33, COE 90 และ COE 96 มีหน้าตาเหมือนกันเป๊ะจนแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ แม้กระทั่งแก้วสีจากค่ายต่างๆ ถ้าวางกองรวมกันก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นของระบบไหน

 

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำ Studio Zoning ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  • ติดป้ายกำกับทันทีที่ซื้อแก้วเข้ามาใหม่ ให้เขียนค่า COE ตัวโตๆ ลงบนแผ่นแก้ว (ใช้ปากกาเคมี) หรือติดสติกเกอร์ที่หลอดแก้วทันที
  • แยกกล่อง แยกชั้น วางห่างกัน โดยแบ่งพื้นที่เก็บแก้วอย่างเด็ดขาด เช่น ชั้นวางฝั่งซ้ายเป็น COE 33 ฝั่งขวาเป็น COE 96 ห้ามนำมาวางปะปนในพื้นที่เดียวกัน
  • แยกภาชนะใส่เศษแก้ว แม้จะเป็นเศษแก้วที่เหลือจากการตัดก็ห้ามโกยรวมกันเด็ดขาด ควรจัดให้มีถังขยะหรือกล่องเก็บเศษแก้ว (Scrap Box) แยกเฉพาะของแต่ละ COE

 

ก่อนจะนำแก้วที่สงสัยว่าผสมกันได้ไหมไปทำชิ้นงานจริง ให้ทำ "Compatibility Test" โดยการตัดแก้วสองชิ้นมาหลอมติดกันชิ้นเล็กๆ แล้วส่องดูด้วยแผ่นกรองแสงโพลารอยด์ เพื่อเช็กว่ามีเส้นแสงแห่งความเค้น (Stress lines) เกิดขึ้นหรือไม่ วิธีนี้จะช่วยรีเช็กความปลอดภัยได้ดีที่สุด

การสละเวลาจัดระเบียบและวางแผนเรื่อง COE ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อาจดูเป็นเรื่องจุกจิกในตอนแรกนะคะ แต่เชื่อเถอะค่ะว่า สิ่งนี้จะช่วยเซฟทั้งค่าน้ำมันเตา ค่าแก้ว และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ให้ต้องมานั่งเสียใจกับงานที่แตกสลายในตอนท้ายค่ะ