ถ้าพูดถึงงานเซรามิก ไม่ว่าจะเป็นแก้วมัคสวยๆ จานชามใช้ในบ้าน ไปจนถึงชิ้นงานตกแต่งระดับอุตสาหกรรม “ดิน” ถือเป็นวัตถุดิบหลักที่จะขาดไม่ได้เลย ซึ่งดินที่นิยมนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเซรามิกหลักๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท นั่นคือ ดินขาว และ ดินเหนียว มาดูกันว่าดินแต่ละแบบมีความพิเศษและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
1. ดินขาว (Kaolin / China Clay)
ดินขาว คือ ดินที่มีสีขาวหรือสีครีมจางๆ ถือเป็นส่วนผสมหลักที่ช่วยให้เนื้อเซรามิกมีความขาวสะอาดและทรงคุณค่า ดินขาวคุณภาพดีจะต้องมีสิ่งเจือปนน้อย มีเนื้อดินบริสุทธิ์สูง และเมื่อนำไปผ่านการเผาแล้วจะต้องได้สีขาวสวยงาม
ในทางเคมี ดินขาวเกรดดีจะต้องมีปริมาณสารเหล็กอ๊อกไซด์ และไทเทเนียมไดอ๊อกไซด์ ในปริมาณที่น้อยมาก นอกจากจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเซรามิกแล้ว ดินขาวขึ้นชื่อเรื่องความสารพัดประโยชน์ เพราะยังนิยมนำไปใช้ทำฟิลเลอร์ (Filler) ในอุตสาหกรรมกระดาษ, อุตสาหกรรมสี, ปุ๋ย, ยาฆ่าแมลง และอื่นๆ อีกมากมาย
แหล่งที่พบดินขาว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ:
-
แหล่งต้นกำเนิด (Residual Deposits) เป็นแหล่งดินขาวที่พบตามบริเวณภูเขาหรือที่ราบ ซึ่งเดิมทีเคยเป็นแหล่งแร่หินฟันม้า (Feldspar) เมื่อหินผุพังตามธรรมชาติผ่านกระบวนการกัดเซาะ (Weathering) ก็จะเหลือเป็นดินขาวทิ้งไว้ แต่เนื่องจากกระบวนการเกิดดินขาว (Kaolinization) ตามธรรมชาติอาจยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงมักพบซิลิกา (Silica) สารอินทรีย์ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ปะปนอยู่บ้าง
-
แหล่งสะสมที่ลุ่ม (Sedimentary Deposits) เกิดจากดินขาวจากแหล่งแรกที่ถูกกระแสน้ำพัดพาไปไหลรวมและสะสมตัวอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่ม
รู้หรือไม่? ในประเทศไทยเรามีแหล่งดินขาวคุณภาพดีอยู่หลายจังหวัดเลย เช่น ลำปาง, อุตรดิตถ์, ปราจีนบุรี, ระนอง, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งนับเป็นแหล่งเนื้อดินชั้นดีที่ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเซรามิกในไทย
2. ดินเหนียว (Ball Clay)
ในวงการช่างเซรามิกบางครั้งก็เรียกดินประเภทนี้ว่า “ดินดำ” เพราะเนื้อดินจริงจะมีสีออกเทา คล้ำ ไปจนถึงสีดำสนิท เนื้อดินมีความละเอียดสูงมาก มีสารอินทรีย์เจือปนอยู่ และมักพบตามแหล่งสะสมในที่ราบลุ่ม
จุดเด่นของดินเหนียว (Ball Clay) อยู่ที่ “ความเหนียว” ที่สูงกว่าดินขาวมาก ทำให้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวขึ้นรูปเซรามิกก่อนนำไปเข้าเตาเผา (Greenware) ได้เป็นอย่างดี และเมื่อนำไปเผาผ่านความร้อนสูง เนื้อดินดำนี้จะเปลี่ยนเป็นสีขาวอมน้ำตาลอ่อนๆ ช่วยเพิ่มมิติและคุณสมบัติทางกายภาพให้แก่ชิ้นงานได้อย่างลงตัวครับ