โปรโมชั่น

เจาะลึก 10 ขั้นตอนผลิตเซรามิกมาตรฐาน จากดินสู่แก้วเซรามิกคุณภาพระดับพรีเมียม

งานเซรามิกสักหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแก้วเซรามิค จานชาม หรือของแต่งบ้านชิ้นเล็กใหญ่ รู้ไหมคะว่าต้องผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันถึง 10 ขั้นตอนเลยทีเดียว! เพราะหากข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป ชิ้นงานก็อาจจะออกมาแตกหักหรือเสียหาย ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ได้ วันนี้เรามาเช็คไปพร้อมกันเลยค่ะว่า ในกระบวนการผลิตเซรามิกมีขั้นตอนไหนที่คุณอาจจะละเลยไปหรือเปล่า

10 ขั้นตอนการผลิตเซรามิก

  1. การออกแบบชิ้นงาน (Design) เริ่มแรกต้องชัดเจนก่อนว่า "วัตถุประสงค์ในการผลิตชิ้นงานคืออะไร" ช่างปั้นหรือนักออกแบบต้องรู้โจทย์นี้เพื่อสร้างสรรค์งานให้สวยงาม ตรงเป้าหมาย โดยผสมผสานความรู้เรื่องวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิตเซรามิกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์อย่างลงตัว

  2. การเตรียมเนื้อดินและน้ำเคลือบ (Material Preparation) นำวัตถุดิบอย่าง ดิน หิน แร่ และสารเคมี มาทดสอบคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ทั้งก่อนเผาและหลังเผา จากนั้นนำไปล้าง บดย่อย ชั่ง และผสมตามสูตรเนื้อดินและน้ำเคลือบที่ต้องการ แล้วนำไปบดเปียกในเครื่องบดลูกบอล (Ball Mill) กรองด้วยตะแกรงตามความละเอียดที่กำหนด หากต้องการเนื้อดินหรือเคลือบที่ขาวเป็นพิเศษ จะต้องผ่านเครื่องแยกสารเหล็กเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอม ทำให้ได้น้ำดินและน้ำเคลือบคุณภาพดีพร้อมใช้งาน

  3. การขึ้นรูปชิ้นงาน (Forming & Molding) การขึ้นรูปเซรามิกทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะและคุณสมบัติของเนื้อดินปั้น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรูปด้วยมือ การใช้เครื่องจักร หรือการใช้แบบพิมพ์หล่อ (Casting) ซึ่งนิยมมากในการผลิตแก้วเซรามิคและจานชามปริมาณมาก

  4. การทำให้ชิ้นงานแห้งและขัดแต่ง (Drying & Finishing) หลังขึ้นรูปเสร็จ ต้องทิ้งให้ชิ้นงานแห้งสนิทด้วยการผึ่งลมหรือใช้อบด้วยเครื่อง เมื่อแห้งดีแล้ว ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจต้องนำมาขัดแต่งขอบและผิวสัมผัสให้เรียบร้อยสวยงาม หรือมีการเขียนสีใต้เคลือบก่อนจะนำไปเข้าเตาเผา

  5. การเผาดิบ (Bisque Firing) นำชิ้นงานที่แห้งสนิทแล้วเข้าสู่กระบวนการเผาดิบ เพื่อให้ชิ้นงานมีความแข็งแรงพอที่จะนำไปทำขั้นตอนต่อไป โดยอุณหภูมิในการเผาจะแตกต่างกันไปตามประเภทและขนาดของงานเซรามิก

  6. การตกแต่งสีใต้เคลือบ (Underglaze Decoration) นำชิ้นงานที่ผ่านการเผาดิบเรียบร้อยแล้ว มาตกแต่งวาดลวดลายหรือลงสีต่างๆ โดยใช้สีใต้เคลือบ ซึ่งสีจะติดทนทานและไม่หลุดลอกเมื่อผ่านการเคลือบ

  7. การเคลือบชิ้นงาน (Glazing) นำชิ้นงาน (ทั้งที่เพ้นท์สีใต้เคลือบแล้วหรือยังไม่ได้เพ้นท์) มาลงน้ำเคลือบเซรามิก ซึ่งทำได้หลายวิธี ทั้งการชุบเคลือบ การเทราด การจุ่ม หรือการพ่นเคลือบ เพื่อให้ได้ความหนาที่สม่ำเสมอ

  8. การเผาเคลือบ (Glaze Firing) นำชิ้นงานไปเผาด้วยอุณหภูมิสูง เพื่อให้น้ำเคลือบละลายหลอมเป็นเนื้อเดียวกันกับดิน เกิดเป็นพื้นผิวที่แข็งแรง กันน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผิวมันวาว หรือผิวแมตต์ด้านที่เรียบหรู

  9. การตกแต่งสีบนเคลือบ (Overglaze Decoration) สำหรับชิ้นงานที่เผาเคลือบเสร็จแล้วและต้องการเพิ่มความสวยงามเป็นพิเศษ สามารถนำมาตกแต่งเพิ่มเติมด้วยสีบนเคลือบ เช่น การเขียนลายเส้นทอง การเขียนสีรายละเอียดสูง หรือการติดรูปลอกโลโก้ลงบนแก้วเซรามิค

  10. การเผาสีบนเคลือบ (Decal Firing) นำชิ้นงานที่ติดรูปลอกหรือลงสีบนเคลือบแล้ว เข้าเตาเผาอีกครั้งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้สีและรูปลอกละลายผสานติดแน่นกับเนื้อแก้วหรือเซรามิกอย่างถาวร ไม่หลุดลอกง่ายแม้ผ่านการใช้งานยาวนาน