หากพูดถึงยุคทองของ พิธีชงชาญี่ปุ่น ในช่วงศตวรรษที่ 16–19 (ค.ศ. 1550–1850) คงต้องบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่วิถีแห่งชามีอิทธิพลต่อชีวิตและจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาควบคู่กันเพื่อเติมเต็มพิธีการอันสงบนี้ก็คือ "ถ้วยชา" (Chawan) นั่นเอง
ในยุคแรกเริ่ม ช่างชงชาชาวญี่ปุ่นนิยมใช้ ถ้วยชาเท็มโมกุ (Tenmoku) ที่นำเข้าจากประเทศจีน ควบคู่ไปกับภาชนะดินเผาจากเกาหลี จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ โชจิโร (Chojiro) ช่างปั้นฝีมือเยี่ยม ได้รับมอบหมายให้ประดิษฐ์สร้างสรรค์ เครื่องถ้วยรากุ (Raku Ware) ขึ้นมา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภาชนะปั้นหลากรูปแบบก็ถูกนำมาใช้ในวิถีแห่งชาอย่างแพร่หลาย
กระทั่งเกิดคำกล่าวเปรียบเปรยโบราณของชาวญี่ปุ่นที่ว่า “Raku first, Hagi second, Karatsu third” (รากุคือที่สุด ตามด้วยฮากิ และคารัตสึ)
คำกล่าวนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ถ้วยชารากุ ได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็นถ้วยชาที่สมบูรณ์แบบและทรงคุณค่าที่สุดในพิธีชงชาอย่างแท้จริง
จุดกำเนิดและมรดกทางเทคนิคการเผา
เครื่องปั้นดินเผารากุ มีการผสมผสานและรับแรงบันดาลใจจากเทคนิคเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสามสีในราชวงศ์ถังของจีน ดินเผาเปอร์เซียยุคต้น ตลอดจนเครื่องปั้นดินเผามาจอลิกา (Majolica) ของอิตาลี
ข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ว่า เทคนิคการเผาและเคลือบรากุถูกพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องปั้นเคลือบสามสีของจีน ซึ่งยังคงรุ่งเรืองและแพร่หลายมาถึงอาณาจักรฟูเจี้ยนในช่วงศตวรรษที่ 12–13 ก่อนที่ช่างปั้นชาวญี่ปุ่นจะนำมาปรับปรุงรูปทรง เทคนิคการผลิต และกระบวนการเผาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หัวใจของ Raku Ware : ปั้นด้วยมือ สัมผัสจากหัวใจ
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของ ถ้วยชารากุ อยู่ที่กระบวนการขึ้นรูปด้วยมือ (Hand-building) และการเผาในเตาที่มีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะ
-
ขึ้นรูปจากดินแผ่นเดียว ช่างปั้นจะเริ่มจากการตบดินให้เป็นแผ่นวงกลมแบน จากนั้นใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างค่อยๆ ประคองและบีบปรับทรงดินให้โค้งขึ้นเป็นรูปทรงถ้วยชาในฝ่ามือ แล้วจึงตกแต่งขอบถ้วยที่นูนขึ้นมาบนไม้กระดานวงกลมให้เรียบร้อย
-
ปรัชญาการปั้นที่แตกต่าง แตกต่างจากการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน (Potter's Wheel) ที่ใช้แรงเหวี่ยงดึงดินจากศูนย์กลางออกสู่ด้านนอก แต่รากุจะใช้การประคองและบีบแผ่นดินกลมจากด้านนอกเข้าหาศูนย์กลาง ทำให้ถ้วยชาแต่ละใบมีรูปทรงที่เป็นธรรมชาติและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพียงชิ้นเดียวในโลก
ความลับเรื่องการเผาและเฉดสีอันเปี่ยมเสน่ห์
แม้หลายคนมักเข้าใจว่า เครื่องถ้วยรากุ เป็นเครื่องปั้นดินเผาไฟต่ำ (Low-fire ceramics) แต่ในความจริงแล้ว เครื่องถ้วยรากุสีดำต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส จึงไม่อาจสรุปสั้นๆ ว่าเป็นเพียงงานไฟต่ำได้ทั้งหมด
โดยหลักแล้วตระกูลรากุแบ่งเครื่องถ้วยออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ รากุสีแดง และ รากุสีดำ (ในบางยุคสมัยมีการประยุกต์ใช้เคลือบ 3 สี คือ ขาว เขียว และเหลือง) ซึ่งตระกูลรากุยังคงอนุรักษ์วิธีการเผาแบบโบราณไว้อย่างเคร่งครัดต่อเนื่องยาวนานกว่า 400 ปี โดยใช้เตาเผาแยกกัน 2 เตาชัดเจน — เตาหนึ่งสำหรับรากุสีแดง และอีกเตาหนึ่งสำหรับรากุสีดำ
-
รากุสีแดง สีแดงอันอบอุ่นเกิดจากปฏิกิริยาของแร่เหล็กในเนื้อดินระหว่างการเผา ในอดีตน้ำเคลือบมีส่วนผสมของตะกั่ว แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ ฟริต (Frit) เพื่อความปลอดภัย ส่วนประกอบหลักของน้ำเคลือบคือควอตซ์ หินฟันม้า และฟริตที่ใส่เพิ่มเพื่อควบคุมจุดหลอมเหลว ส่งผลให้เกิดผิวสัมผัสทั้งแบบเคลือบใส ขาวขุ่น หรือกึ่งใส
-
รากุสีดำ ได้ความเข้มข้น ลุ่มลึก จากส่วนผสมสำคัญอย่างหินธรรมชาติที่เก็บจากบริเวณต้นน้ำแม่น้ำคะโม (Kamo River) ในเมืองเกียวโต
มรดกเนื้อดิน : การส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่นกว่า 400 ปี
นอกจากเอกลักษณ์ด้านรูปทรงและการเคลือบแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ เครื่องถ้วยรากุ คือ "เนื้อดิน" ที่ได้รับการดูแลและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ช่างปั้นตระกูลรากุจะเฟ้นหาและอนุรักษ์แหล่งดินธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อตระเตรียมไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
ยกตัวอย่างเช่น คิชิชะเอะมอน รากุ (Kishichaemon Raku) ผู้สืบทอดตระกูลรากุรุ่นที่ 15 ได้นำดินที่ โคนิเอะมอน รากุ (Konyu Raku) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นทวดของเขาจัดเตรียมและอนุรักษ์ไว้นานกว่า 100 ปีมาใช้ปั้นงานในยุคปัจจุบัน เนื้อดินเหล่านี้จึงค่อยๆ ถูกสะสมและส่งต่อ ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้ในยุคของตนเองเท่านั้น แต่เพื่อสงวนไว้เป็นมรดกสร้างสรรค์ งานคราฟต์ญี่ปุ่น ระดับตำนานให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปในอีกร้อยปีข้างหน้า