ทอง แพลตตินั่ม เงินในงานเซรามิก แร่ธาตุสร้างสีและความหรูหรา

ทอง แพลตตินั่ม และเงิน คือแร่ธาตุสำคัญ 3 ชนิดที่นักปั้นและคนทำงานเซรามิกควรรู้จัก เพราะนอกจากจะช่วยสร้างสีสันและเอฟเฟกต์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มความหรูหรา ความโดดเด่น และมูลค่าให้กับชิ้นงานเซรามิกได้อีกด้วย

แร่ธาตุทั้ง 3 ชนิดนี้สามารถนำมาใช้สำหรับ ตกแต่งเซรามิกบนเคลือบ (Overglaze) หรือใช้เป็นส่วนประกอบร่วมกับสารอื่น ๆ เพื่อสร้างเฉดสีและเอฟเฟกต์ที่หลากหลาย โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน มาทำความรู้จักกับ ทอง แพลลตินั่ม และเงินในงานเซรามิก กัน

แร่ธาตุทอง (Au)

ทองสามารถนำมาใช้ตกแต่งบนภาชนะเซรามิกที่ผ่านการเคลือบแล้ว โดยนิยมใช้ในรูปแบบ น้ำทอง (Gold Luster) สำหรับงานตกแต่งที่ต้องการความหรูหรา เช่น งานเบญจรงค์ นอกจากนี้ ทองยังสามารถนำมาใช้เป็นสารที่ช่วยสร้างสี ม่วง ม่วงแดง ชมพู และแดงทับทิม ได้อีกด้วย

มีข้อมูลว่าการนำทองมาใช้ตกแต่งผลิตภัณฑ์เซรามิกเกิดขึ้นครั้งแรกโดยโรงงานไมเซนในประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1830 และอีก 21 ปีต่อมา ประเทศฝรั่งเศสได้จดสิทธิบัตรการผสมน้ำทองในรูปแบบของเหลว

สำหรับ น้ำทองชนิดมันวาว จะมีทองเป็นส่วนประกอบประมาณ 12% ซึ่งละลายอยู่ในสารละลายเรซิน โดยมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้ง ชนิดมันวาวและชนิดด้าน เหมาะสำหรับการตกแต่งพื้นผิวเซรามิกเพื่อเพิ่มความสวยงามและความหรูหราให้กับชิ้นงาน

แร่ธาตุแพลตตินั่ม (Pt)

แพลตตินั่ม (Platinum) นิยมนำมาใช้สำหรับเขียนและตกแต่งบนภาชนะเซรามิกที่ผ่านการเคลือบแล้ว เนื่องจากเป็นโลหะที่มีความเสถียรและทนต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดี จึงเหมาะกับงานตกแต่งเซรามิกที่ต้องการความแวววาวและความคงทนของสี

นอกจากนี้ นักปั้นยังสามารถใช้ แพลเลเดียม (Palladium) ผสมกับแพลตตินั่ม เพื่อสร้างเอฟเฟกต์สีเงินที่มีความแวววาวมากขึ้น และช่วยให้สีเงินมีความคงตัวได้ยาวนาน

แพลตตินั่มยังสามารถนำมาใช้เพื่อสร้าง โทนสีเทาในน้ำเคลือบเซรามิก ได้เช่นกัน แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากมีราคาสูง นักปั้นจึงมักเลือกใช้วัตถุดิบชนิดอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าในการเตรียมน้ำเคลือบสีเทา

แร่ธาตุเงิน (Ag)

เงิน (Silver) มีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือสามารถเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีและเอฟเฟกต์บนพื้นผิวเซรามิก โดย เงินออกไซด์ (Silver Oxide) สามารถให้สีเหลืองในน้ำเคลือบอุณหภูมิต่ำที่ไม่มีหินปูนและซิงค์ แต่เมื่อมีส่วนประกอบของหินปูนและซิงค์ สีที่ได้อาจเปลี่ยนเป็นโทนน้ำตาลแทน

ในบางกรณี หากนำเงินออกไซด์ไปทาบนพื้นผิวที่เคลือบแล้ว และนำชิ้นงานไปเผาใน บรรยากาศรีดักชัน (Reduction Atmosphere) ก็สามารถสร้างเอฟเฟกต์ สีประกายมุก (Luster) บนพื้นผิวเคลือบได้

การสร้างเอฟเฟกต์สีประกายมุกบนเซรามิก

ในอดีต การเตรียมสีประกายมุกโทนเหลืองอาจใช้การเผาในบรรยากาศรีดักชันอย่างรุนแรงที่อุณหภูมิประมาณ 300–700 °C หลังการเผาอาจต้องขัดทำความสะอาดพื้นผิวเพื่อให้เกิดประกายมุกบนเคลือบสีขาวทึบ

ส่วนการสร้าง สีประกายมุกสำหรับงานเซรามิกในปัจจุบัน สามารถใช้สารประกอบต่าง ๆ เช่น ตะกั่วบอเรต (Lead Borate), บิสมัทออกไซด์ (Bismuth Oxide) และสารประกอบของเงิน เช่น เงินคลอไรด์ (Silver Chloride) หรือ เงินคาร์บอเนต (Silver Carbonate) ในรูปสารละลายร่วมกับเรซิน แล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิประมาณ 650–700 °C ในบรรยากาศออกซิเดชัน (Oxidation Atmosphere) เพื่อสร้างเอฟเฟกต์ประกายมุกบนพื้นผิวเซรามิก

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้สารประกอบโลหะมีค่าและการเผาเพื่อสร้างเอฟเฟกต์บนเซรามิกควรศึกษาคุณสมบัติของวัตถุดิบและคำแนะนำจากผู้ผลิตอย่างละเอียด เพราะอุณหภูมิ บรรยากาศการเผา และองค์ประกอบของเคลือบ ล้วนส่งผลต่อสีและเอฟเฟกต์ที่ได้

ทอง แพลตตินั่ม และเงิน จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การสร้างสีสวย ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มมิติ ความแวววาว และความหรูหราให้กับงานเซรามิกได้อย่างโดดเด่น หากเลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทของเคลือบ เทคนิคการตกแต่ง และอุณหภูมิในการเผา ก็สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้